วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

ความบกพร่องทางเทคโนโลยีกับข้อพิจารณาทางกฎหมาย โดย นางสาววารีรัตน์ รัตนวิบูลย์สม

                   ผู้เขียนพบบทความที่น่าสนใจของ Jack Karsten และ Darrell M. West ใน Brookings blog เกี่ยวกับความบกพร่องทางเทคโนโลยีกับข้อพิจารณาทางกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เห็นว่าน่าสนใจมากจึงนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่าน เพื่อจะได้ขบคิดหาทางคิดอ่านแก้ปัญหากันเสียแต่เนิ่น ๆ 

                    ในปัจจุบันนี้การเชื่อมต่อในระบบ wireless LAN (เครือข่าย Wi-Fi) ความความเสถียรมากพอสมควร แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะ "ล่ม" เอาดื้อ ๆ ถ้าเป็นการทำงานปกติหรือเป็นประชุมแบบ video calls ผลที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงงานหรือการประชุมนั้นต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว แต่ถ้ามีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแล้วระบบมันเกิด "ล่ม" แน่นอนว่ามันย่อมกระทบต่อทั้งนักโทษ ความปลอดภัยสาธารณะ และกระบวนการยุติธรรมโดยรวมทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้กระทำผิดซึ่งอยู่ระหว่างการภาคทัณฑ์หรือคุมประพฤติ

                   อุปกรณ์ที่ว่านี้เริ่มใช้ในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เพื่อใช้ในการแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ จากผลการศึกษาของ Pew Research Center มีการใช้เครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 140 ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2005-2015 (2548-2558) โดยเครื่องมือติดตามนี้มีศักยภาพที่จะเฝ้าติดตามผู้กระทำผิดที่อยู่นอกเรือนจำได้อย่างปลอดภัย โดยเครื่องมือนี้ใช้งานผ่านสัญญาณวิทยุที่ถูกส่งเชื่อมโยงถึงกันระหว่างอุปกรณ์รัดข้อเท้า (ankle device) กับหน่วยฐาน (base unit) ซึ่งหากอุปกรณ์รัดข้อเท้าอยู่ห่างไกลจากหน่วยฐาน สัญญาณวิทยุก็จะถูกส่งแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเครื่องมือติดตามนี้ยังอาศัยเทคโนโลยีจีพีเอส (GPS) ในการช่วยติดตามและตรวจพบตำแหน่งที่ตั้งของอุปกรณ์รัดข้อเท้าของผู้ที่สวมใส่ด้วย

                   อย่างไรก็ดี แม้ว่าเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดจะถูกนำมาใช้เพิ่มมากขึ้น แต่กลับยิ่งพบถึงความบกพร่องของเครื่องมือดังกล่าวมากขึ้น โดยในปี ค.ศ. 2011 (2554) พบว่า เจ้าหน้าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย (California officials) ได้เคยทำการทดสอบเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 4,000 คน รวมถึงสมาชิกของกลุ่มผู้กระทำผิดต่าง ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด คือ แบตเตอรี่หมด  เกิดอาการแตกหักหรือชำรุด การแจ้งเตือนล้มเหลว รวมทั้งการเชื่อมต่อสัญญาณที่อยู่ห่างไกลมีความขัดข้อง เป็นต้น  นอกจากนี้ เจ้าพนักงานคุมประพฤติยังถูกแจ้งเตือนในแต่ละวันเป็นจำนวนมากอันนำไปสู่ความวิตกกังวลว่าการติดตามตัวผู้กระทำผิดอาจเกิดการตกหล่นหรือสูญหายขึ้น

                   ข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่
ในแคลิฟอร์เนียเท่านั้น ในมลรัฐเทนเนสซี
ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การแจ้งเตือนจากเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดประมาณร้อยละ 80 ไม่ได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ และเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เคยเกิดขึ้นในมลรัฐโคโลราโด และมลรัฐนิวยอร์ก เช่นเดียวกัน ในขณะที่มลรัฐฟลอริดาพบปัญหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐหยุดให้มีการแจ้งเตือนตามเวลาจริง (real-time notifications) ทำให้ไม่ทันสังเกตว่ามีนักโทษคุมประพฤติได้ละเมิดข้อห้ามออกจากเคหสถานในเวลาที่กำหนด (curfew) ถึง 53 ครั้งภายในหนึ่งเดือน ก่อนที่จะไปก่อเหตุฆ่าคนตายจำนวน 3 ศพ!!!

                   ในเวลาเดียวกัน ความบกพร่องของเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดและความไม่เสถียรของระบบอินเตอร์เน็ตยังสร้างปัญหาให้แก่ผู้สวมใส่ด้วย กล่าวคือ นักโทษคุมประพฤติอาจกลายเป็นผู้ที่ฝ่าฝืนหรือละเมิดเงื่อนไขของการปล่อยตัวและอาจส่งผลให้นักโทษผู้นั้นต้องกลับเข้าสู่เรือนจำอีกครั้งหนึ่ง เนื่องมาจากการขัดข้องทางเทคนิคในการแจ้งเตือนของเครื่องมือติดตาม อีกทั้งความบกพร่องของเครื่องมือยังอาจส่งผลกระทบต่อ "โอกาสในการทำงาน" ของผู้สวมใส่ด้วยเช่นกัน โดยในปี ค.ศ. 2011 (2554) สถาบันแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม (National Institute of Justice)[*] ได้ทำการศึกษาวิจัยกรณีตัวอย่างจากผู้กระทำผิดจำนวน 5,000 ราย ที่ถูกติดตามด้วยเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด พบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องพักงานเพื่อที่จะเดินหาสัญญาณของเครื่องมือบริเวณรอบ ๆ ที่ทำงาน อันเนื่องมาจากสัญญาณของเครื่องมือมักจะขาดหายไปอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้มักจะโดนไล่ออกหรือขอให้ออกจากงานในที่สุด 

                   นอกจากนี้ อุปสรรคทางการเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด อัตราค่าธรรมเนียมของเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดที่ผู้สวมใส่ต้องชำระอยู่ที่อัตรา 10-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน โดยศาลบางแห่งจะพิจารณาค่าใช้จ่ายบนพื้นฐานของความสามารถของผู้ใช้เครื่องมือที่จะสามารถชำระได้ แต่สำหรับศาลบางแห่งจะพิจารณาว่า หากผู้ใช้เครื่องมือไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมได้ก็จะถูกส่งเข้าเรือนจำแทน

                   แม้ว่าการใช้เครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดจะเกิดความบกพร่องทางเทคนิคอยู่บ่อยครั้งก็ตาม แต่ไม่พบว่ามีการกำหนดมาตรการบังคับใดไว้สำหรับระบบการเฝ้าติดตาม โดยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 (2559) สถาบันแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมได้เสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำ (minimum requirements) ที่ต้องมีไว้สำหรับเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิด ทั้งนี้ รวมถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการทดสอบเครื่องมือเหล่านี้ด้วย แต่มาตรฐานทั้งหมดตามที่กล่าวมานั้นมิใช่มาตรการบังคับที่ต้องจัดทำ เป็นแต่เพียงมาตรการที่อาศัยความสมัครใจเท่านั้น

                   การกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์การทดสอบเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดข้างต้นก่อนที่จะผลิตเครื่องมือขึ้นมาใหม่ จะช่วยป้องกันปัญหาหรือความบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากระบบการเฝ้าติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ แคลิฟอร์เนียเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด โดยมีการออกโปรแกรมการติดตามตัวผู้กระทำผิดขึ้นในปี ค.ศ. 2008 (2551) ด้วยการใช้เครื่องมือที่ใช้สัญญาณดาวเทียม (3M/Satellite) ในการติดตามบุคคล และมีการทดสอบการใช้เครื่องมืออย่างเข้มงวด ผลปรากฏว่า การทดสอบสัญญาณดาวเทียมจากทั้งหมด 102 ครั้ง พบกับความล้มเหลวประมาณ 46 ครั้ง ทำให้แคลิฟอร์เนียเร่งเปลี่ยนและทดแทนเครื่องมือที่ใช้การได้จากผู้ผลิตรายอื่นแทน

                   มาตรฐานและการทดสอบเครื่องมืออย่างเข้มงวดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน่วยงานราชทัณฑ์หลายแห่งพิจารณาถึงการติดตามตัวผู้กระทำผิดด้วยเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ในรุ่นถัดไป เช่น การนำโปรแกรมของสมาร์ทโฟน (smartphone applications) มาพัฒนาจับคู่กับสายรัดข้อเท้า หรือการนำเทคโนโลยีที่ช่วยให้สื่อสารผ่านเสียงและโปรแกรมตรวจจับและจดจำใบหน้า (voice and facial recognition technology) มาใช้เพื่อยืนยันตัวตนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานเกิดความยืดหยุ่นขึ้นในการติดต่อประสานหรือเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดหรือความบกพร่องของการใช้งานเครื่องมือติดตามตัวผู้กระทำผิดแต่อย่างใด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเพื่อให้เครื่องมือที่ผลิตออกมาใช้งานมีมาตรฐานอยู่ในระดับที่สูงต่อไป

                       




                        [*] สถาบันแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการศึกษาวิจัย พัฒนา และประเมินผล ของกระทรวงยุติธรรม

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

ตัวอย่างประชารัฐฉบับญี่ปุ่น โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ทำประมง bluefin tuna มากที่สุดในโลก ยิ่งวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นแพร่หลายไปทั่วโลกในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เกิด over fishing เสียจนทำให้ bluefin tuna เกือบหมดทะเล 
คนเดือดร้อนที่สุดคือชาวประมงครับ ปลาไม่มีขาย ทำไงดี พวกเขาจึงมานั่งคิดร่วมกันในระดับท้องถิ่น แล้วขยายไปในระดับชาติ ว่าจะทำอย่างไรดี 

ในที่สุด พวกเขาพบว่าการจับปลาให้น้อยลงเป็นคำตอบหนึ่ง แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สำหรับพวกเขา คำตอบสุดท้ายคือต้องมี stock ปลา bluefin tuna ให้มากต่างหาก  ถ้ามีปลาเยอะ พวกเขาก็จะมีปลาให้จับได้เรื่อย  ลูกหลานก็สามารถทำอาชีพประมงสืบต่อกันได้อีกหลายชั่วอายุคน ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใครเขา

หลังจากนั้น พวกเขาเริ่มรวมกลุ่มขยายความคิดไปยังชาวประมงทั่วประเทศ แล้วจึงไปบอกกับรัฐบาลให้ออกกฎหมายห้ามหาปลา bluefin tuna ช่วงที่พวกมันผสมพันธุ์และวางไข่เป็นเวลาสองเดือน  

ที่สำคัญพวกเขาไม่ใช่เอาแต่เรียกร้อง พวกเขาช่วยรัฐดูแลไม่ให้มีใครละเมิดกฎหมายด้วย เพราะตระหนักดีว่ารัฐไม่สามารถดูแลให้ทั่วถึงได้หรอก  เขาใช้วิธีว่าถ้าใครมีปลา bluefin tuna มาขายในช่วงนั้นโดยไม่ใช่ปลานำเข้าละก็ ปลานั่นต้องมาจากการทำประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแน่  เขาใช้มาตรการทางสังคมลงโทษด้วยการไม่ให้ขายปลานั้นซึ่งปกติก็คือการประมูลที่สะพานปลา ขณะเดียวกันช่วงนั้นพวกเขาก็ช่วยตัวเองโดยการเปลี่ยนไปหาปลาหมึกขายแทน แม้รายได้ลดลงบ้าง แต่ก็แค่สองเดือน หลังจากนั้นก็ออกหาปลากันตามปกติ ถ้าจับได้ตัวไม่ถึงขนาดก็ปล่อยไป ถ้าใครเอาปลาเล็กมาขายละก็จะถูกตักเตือน แรงสุดคือไม่ค้าขายกับรายนั้นไปเลย คนเขามีวินัย ไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ส่วนรวม

เพียงสองปีผ่านไป จำนวน bluefin tuna เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปลาใน stock เพิ่มขึ้นทุกปี และมีให้จับกันทั่วถึงกัน

นี่คือประชารัฐฉบับญี่ปุ่น ความคิดไม่ได้มาจากข้างบนอย่างเดียว แต่มาจากการร่วมคิดร่วมทำของชาวบ้านก่อน แล้วจึงไปร่วมกับรัฐ 

ที่สำคัญ คนของเขาส่วนใหญ่คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวครับ.

วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

NCPO Order No. 40/2560 Re: Air Service Prohibition by Natthanicha Lefilibert

ORDER OF THE HEAD OF THE NATIONAL COUNCIL FOR PEACE AND ORDER
NO. 40/2560
RE: SUPPORTING MEASURES FOR THE EXECUTION OF AIR NAVIGATION TO BE IN ACCORDANCE WITH THE STANDARD OF THE INTERNATIONAL CIVIL AVIATION ORGANIZATION[1]
                       

                 The Civil Aviation Authority of Thailand has submitted the request for progress assessment in relation to significant safety concern (SSC) and recertification of air operator certificate (RE-AOC) to the International Civil Aviation Organization (ICAO) and it has notified an important condition that it shall not grant a permission to any air operator which has not passed the assessment not reissue a certificate for air operator which operates international air service from the 1st of September B.E. 2560 (2017) whereby the International Civil Aviation Organization notified the Civil Aviation Authority of Thailand that the ICAO Coordinated Validation Mission (ICVM) will conduct a progress assessment between the 20th of September B.E. 2560 (2017) and the 27th of September B.E. 2560 (2017). At present, it appears that there are a group of air operators that has not passed the assessment or obtained recertification of air operator certificate (RE-AOC), it is, therefore, necessary to provide powers to the Civil Aviation Authority of Thailand in prescribing that air operators that have not passed the assessment or obtained recertification of air operator certificate (RE-AOC) shall be prohibited from operating international air service for a period of time until the proceeding is complete. This is to ensure the compliance with the significant condition that the Civil Aviation Authority of Thailand has notified the International Civil Aviation Organization in conducting an assessment. The result of such assessment will significantly affect the traffic right and air service operation of Thailand which would negatively affect the credibility and economic security in air aviation of the country.

                       By virtue of section 265 of the Constitution of the Kingdom of Thailand in conjunction with section 44 of the Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim) B.E. 2557, the Head of the National Council for Peace and Order, with the approval of the National Council for Peace and Order, hereby issues the Order as follows:

                        Clause 1. To ensure that the supervision and control of air aviation during the period of assessment for recertification of air operator certificate (RE-AOC) is in accordance with the significant condition notified by the Civil Aviation Authority of Thailand to the International Civil Aviation Organization, the Civil Aviation Authority of Thailand shall have the power to prescribe that air operators that have not passed the assessment or obtained recertification of air operator certificate (RE-AOC) shall be prohibited from operating international air service between the 1st of September B.E. 2560 (2017) and the 31st of January B.E. 2561 (2018).
                        Any violation or failure to comply with the prohibition under paragraph one shall be a violation or failure to comply with section 27 of the Air Navigation Act B.E. 2497 and the penalty provision under section 76(2) of the Air Navigation Act B.E. 2497 amended by the Air Navigation Act (No. 11) B.E. 2551 shall apply to such violation or non-compliance.

                        Clause 2. The Civil Aviation Authority of Thailand shall undertake an assessment and recertify air operator certificate promptly and shall ensure that they are in accordance with the standard prescribed by the International Civil Aviation Organization.

                        Clause 3. In the case where it deems appropriate, the Prime Minister or the Council of Ministers may propose to the National Council for Peace and Order to amend this Order.  

                     Clause 4. This Order shall come into force as from the date of its publication in the Government Gazette.
                  
                                                                  Given on the 13th B.E. 2560 (2017)

                                                                        General Prayut Chan-O-Cha

      Head of the National Council for Peace and Order




[1] © 2017 Natthanicha Lefilibert <aneksomboonphon.natthanicha@gmail.com>

วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

โดยที่มาตรา 54 วรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ หรือภายในวันที่ 6 เมษายน 2561

"คณะอนุกรรมการกองทุน" ใน "คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา" จึงได้ตั้ง "ตุ๊กตา" เกี่ยวกับการตั้งกองทุนที่ว่านี้ ซึ่งเบื้องต้นขอเรียกว่า "กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา" แล้วออกไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเพื่อนำมาพิจารณาประกอบการจัดทำร่างกฎหมายในกรุงเทพฯ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด

ผู้เขียนเห็นว่าเสียงสะท้อนที่ได้รับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ให้ทราบทั่ว ๆ กันว่าพี่น้องประชาชนเขาคิดอย่างไรกับการปฏิรูปการศึกษาและกองทุนนี้


คำถามที่ 1 ความสำคัญของการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
  • การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญต่อประเทศชาติ อาจสำคัญกว่ารถไฟความเร็วสูงเสียอีก  
  • ควรจัดตั้งกองทุนให้โรงเรียนประจำตำบลทุกโรงเรียน และโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลกันดารไม่สามารถยุบรวมได้ 
  • การให้เพียงทุนทรัพย์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จําเป็นต้องมีกระบวนการพิเศษในการสร้างเสริมศักยภาพนักเรียนเหล่านี้ ตั้งแต่ระดับชั้นประถม มัธยมรวมถึงวิธีการคัดเลือกต่างจากนักเรียนที่มีโอกาสได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษา  
  • ทุนค่าเรียนอย่างเดียวอาจไม่พอจําเป็นต้องมีค่าเดินทางค่าอาหารค่าที่พักซึ่งผู้ปกครองของเด็กไม่สามารถจ่ายได้  
  • ควรมีกลไกลกำหนดให้ทีการชำระเงินคืนกองทุนอย่างชัดเจน 
  • สภาพความเป็นจริงของชนบทคือ ใจกลางเมืองเป็นเหมือนไข่เเดง ชนบทห่างไกลเหมือนไข่ขาว ขาดแคลน ครู ทรัพยากร  งบประมาณ ในการดูแลเด็กให้มีคุณภาพ ทุกคนวิ่งเข้าหาเมือง วิ่งหนีออกจากชนบทหมด

คำถามที่ 2 กลุ่มเป้าหมายของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา


   2.1 นักเรียนยากจน 
  •  เงินรายหัว 1,700 /ปีเงินเรียนฟรี 15 ปี แต่ละท้องถิ่นมีศักยภาพและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอแตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้่ำระหว่างท้องถิ่นที่มีและไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพยายามสนับสนุนครูให้ครบถ้วนเพียงพอ แต่ก็ยังไม่ทั่ว
  • สมาพันธ์ครูเชียงใหม่ - แม้รัฐจะจัดสรรเงินรายหัวให้โดยเท่าเทียมกันทุกคนแล้วในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กเยาวชนจำนวนมากยังไปโรงเรียนโดยไม่มีเครื่องแบบ รองเท้า อุปกรณ์การเรียน นอกจากนั้น สำหรับเด็ก ม.ต้น ก็ยังไม่มีอาหารกลางวันให้ทานอีก
  • เด็กนักเรียนวัดบึงทองหลาง - เงินที่รัฐให้ 500 บาทค่าเครื่องแบบ ซื้อกระโปรงได้ 2 ตัวก็หมดเงินแล้ว ไม่เหลือเงินไปซื้อเสื้อนักเรียน หรือเครืองแบบชุดพละไม่เหลือเงินไปซื้อหา เช่น เดียวกับเงินเรียนฟรีอื่นๆ ที่ไม่เพียงพอกับความจำเป็นจริง ๆ
  • เด็กควรเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีที่สนับสนุนการเรียนรู้ เช่น Computer เพื่อใช้ในการสืบค้นและส่งงาน/การบ้าน
  • การให้เงินกองทุนแก่นักเรียนยากจนไม่ควรต้องให้ใช้คืนเพราะจะมีปัญหาเช่นเดียวกับ กยศ. เพราะนักเรียนเหล่านี้มีฐานะที่ยากจน นักเรียนเสนอให้ผู้ได้รับเงินกองทุนไปทำงานให้ ภาครัฐ หรือ ทำงานให้สาธารณะ เป็นการใช้คืนให้แก่สังคมแทนการคืนเป็นเงิน
  • การใช้คืนของผู้รับเงินจากกองทุนในอนาคต ผ่านการบริจาคเงินคืนกลับสู่กองทุน หรือการทำงานบริการสาธารณะหรือทำงานให้ภาครัฐเป็นจำนวนชั่วโมงที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของการรับเงินกองทุน/ทุนการศึกษา
  • ให้ทุนแก่เด็กเยาวชนที่ขาดแคลนได้เรียนในระดับสูงสุดเท่าที่เขาจะมีความสามารถเราเรียนได้ แต่ควรมีเงื่อนไขผลการเรียนประกอบการให้ทุนเรียนต่อในแต่ละระดับ เช่น ผลการเรียนประถมศึกษา(ป1-ป6) ม.ต้น(ม.1-ม.3) ม.ปลาย(ม.4-ม6) นอกจากนี้ หากศักยภาพด้านวิชาการของผู้รับทุนมีจำกัด เช่น เรียนได้แค่ม.ต้น ควรให้ทุนเขาได้ฝึกอาชีพระยะหนึ่ง เพื่อจะได้มีทักษะที่จะไปทำงานได้บ้าง
  • สนับสนุนเงินทุนและสิ่งจำเป็นในการศึกษาใหเด็กได้เข้าเรียน และพิจารณาตามกรณีของเด็กแต่ละคนที่มีฐานะทางครอบครัวแตกต่างกัน หากครอบครัวมีฐานะยากจนมาก  อาจต้องมีเงินทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเด็กด้วย เพื่อให้เด็กไม่ถูกกดดันให้ออกจากโรงเรียนมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว
  • จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาเพิ่มมากขึ้น  และจัดทุนการศึกษาให้นักเรียนกลุ่มนี้ได้เรียนรู้จนจบ ป.ตรี สำหรับนักเรียนที่ต้องการและมีความพร้อม ให้ทุนอุดหนุนตามความต้องการในการศึกษา ช่วยเหลือด้านงบประมาณ
  • ค่าใช้จ่าย  อุปกรณ์การเรียน  ที่อยู่อาศัย สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เพียงพอตามวัย เพื่อให้เข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
  • ให้ความช่วยเหลือทั้งทุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวไปพร้อมๆกัน
  • ให้ทุนการศึกษาในการเรียนและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ตามค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ผ่านหน่วยงานรัฐ
 
 2.2 ครูและการเรียนการสอน
  • ควรพัฒนาครู /ระบบการเรียนการสอน/ และจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากเพียงพอและทันสมัย 
  • ไม่สนับสนุนให้เรียนพิเศษตั้งแต่เด็กจนสอบ entrance เสนอให้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอน On demand และ TRUE

คำถามที่ 3 กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วม
  • ควรรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่ยากจนด้วย 1. ควรมีระบบข้อมูลเพื่อการคัดกรองเด็กยากจนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งระบบติดตามผลของผู้รับทุนด้วย 2. การจัดสรรเงินจากกองทุนให้นักเรียนนั้น จะให้อย่างไร เช่น ให้โรงเรียน ให้ผู้ปกครอง ให้นักเรียนโดยตรง เป็นต้น 3. ระดับการศึกษาที่กองทุนฯ ควรสนับสนุนนั้น ในระยะแรกควรแค่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ถึงปวช.)ก่อน ส่วนอุดมศึกษาควรให้ใช้กองทุนกู้ยืมฯ ไปก่อน 
  • แนะนำให้ลงสำรวจสอบถามกับพ่อแม่ที่ลูกกำลังเรียนอยู่ในปัจจุบัน เช่น ไปหน้าสถาบันกวดวิชาที่มีผู้ปกครองรอรับ ลูก สุ่มสอบถามน่าจะได้ความคิดเห็นไอเดียดีๆ รวมไปถึงพ่อแม่ในต่างจังหวัดด้วย
  • ควรจัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม
  • สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ย่อมมีความแตกต่างในหลาย ๆ ประเด็น การเข้าถึงสภาพที่เป็นจริงในทุกพื้นที่ ของคณะกรรมการฯ ควรต้องดำเนินการให้ถึง เพื่อมาประมวลผล กำหนดแนวทางให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างนั้น ๆ
  • ขอให้การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
  • ควรจัดให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในการจัดตั้ง ทั้งภาครัฐ ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและเอกชน เข้ามามีส่วนร่วม

คำถามที่ 4 การใช้จ่ายเงินกองทุน การติดตาม การตรวจสอบ และความโปร่งใสในการบริหารกองทุน
  • เงินกองทุนควรให้แก่ผู้ที่มีสัญชาติไทย โดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการลงทะเบียนคนจน ในรูปแบบการให้สวัสดิการ การศึกษาแก่บุตรหลานของผู้ที่ลงทะเบียนในระบบ ซึ่งเป็นการคัดกรองระดับชาติ และเชื่อมโยงกับทุกระบบ ทั้งการศึกษา  สุขภาพ และการพัฒนามนุษย์
  • ต้องการให้กองทุนมีการบริหารงานด้วยความโปร่งใส มีคุณธรรม เพื่อเด็กและความเจริญของชาติบ้านเมือง
  • ไม่อยากให้มีคนที่มีอำนาจหรือบารมีมาทุจริตและโลภกับกองทุน ควรมีการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน 
  • ควรมีระบบตรวจสอบผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเข้มงวดว่าต้องเป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง 
  • รัฐบาลจัดสรรเงินให้กองทุนประกอบกับการรับบริจาคจากผู้มีรายได้สูงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่หรือจากภาษีบาป
  • การช่วยเหลือควรให้เป็นรูปสิ่งที่ไม่สามารถนำไปหาประโยชน์อย่างอื่นต่อได้ เช่น การให้ชุดนักเรียนแทนเงิน การจ่ายค่า เทอมให้แทนเงิน หรือเป็นคูปองทานอาหาร

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลที่พี่น้องประชาชน พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ และตัวนักเรียนเองได้สะท้อนออกมานะครับ แต่คณะอนุกรรมการกองทุนยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกมากเพื่อนำมาประกอบการออกแบบกองทุนนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาให้สมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

เชิญชวนร่วมแสดงความคิดเห็นได้นะครับ ถึงตอนนี้ช่องทางออนไลน์เขายังทำไม่เสร็จ แต่ท่านสามารถส่งจดหมายแสดงความคิดเห็นมาได้ที่ "คณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา" สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เลขที่  99/20 ถนนสุโขทัย แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 ครับ

ร่วมด้วยช่วยกันคนละไม่คนละมือนะครับ เพราะการศึกษาคืออนาคตของลูกหลานไทย



วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อ ดร. มาลงทะเบียนคนจน โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ผู้เขียนเป็นคนตกใจง่าย ยิ่งมีข่าวเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐแพล่ม ออกมา ผู้เขียนยิ่งตกใจใหญ่ เพราะตามข่าวนั้นปรากฏว่าในจำนวนผู้มาลงทะเบียนนั้นเป็นผู้มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกถึง 698 คน ปริญญาโท  5,810  คน และปริญญาตรี  359,543 คน
บังเอิญข้อมูลนี้ยังไม่ละเอียดเพียงพอ เพราะไม่ได้ระบุว่ากลุ่มผู้มีการศึกษาระดับนี้ที่อยู่ในช่วงอายุ 20-60 ปี อันเป็นช่วงวัยทำงานสักเท่าไร จึงยังทำให้ผู้เขียนโลกสวยได้บ้าง

แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าคนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่แล้วละก็ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มากมาย

ประการแรก ถ้าเป็นการลงทะเบียนแบบลักไก่ หรือลงเผื่อไว้ว่ารัฐจะตรวจสอบไม่ละเอียด มันแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องทางจริยธรรมอย่างรุนแรง มีความรู้มากกว่าเขาแล้วยังจะมาเอาเปรียบคนด้อยโอกาสจริง อีก เรียกว่าขาดความละอายต่อบาป

ประการที่สอง ถ้าพวกเขาไม่ได้หวังจะลักไก่ ส่วนหนึ่งของตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน เพราะไม่สามารถสร้างคนให้มีความสามารถในการทำงานอย่างหลากหลายได้มากมายถึงเกือบสี่แสนคน

ยิ่งระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลเร็วมากขึ้นเท่าไร การจ้างงานแบบมนุษย์เงินเดือนที่มนุษย์ลุงอย่างผู้เขียนคุ้นเคยจะยิ่งลดน้อยลงในอัตราเร่งที่สูงขึ้น หากระบบการสร้างคนยังไม่สามารถปรับตัวให้รองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ได้ ตัวเลขนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในปีต่อ ไป แทนที่คนกลุ่มนี้จะเป็นพลังของชาติ ดันกลายมาเป็นภาระของรัฐไปเสียอย่างนั้น

ถ้าเป็นนักหมากฮอสเขาเรียกว่ารัฐต้องเสียสองต่อ ต่อแรกคือให้เรียนฟรียาว ๆ ไป ต่อที่สองคือเรียนจบแล้วกลับไม่มีความสามารถในการทำงาน และรัฐต้องเข้าไปดูแลทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงวัยอันควร แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาละนี่

ประการที่สาม มันแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีทัศนคติเกี่ยวกับการศึกษาแบบดั้งเดิม คือให้ลูกหลานตะบี้ตะบันเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาสูง ไว้ก่อน สาขาอะไรก็ได้ "เพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน" แต่จะไปทำมาหากินอะไรต่อไปไว้ค่อยว่ากัน ไม่ได้ส่งลูกส่งหลานไปหาความรู้เพื่อให้ไปทำมาหากินได้

น่าตกใจไหมล่ะครับ?

นี่ถ้าได้ข้อมูลลึกมากกว่านี้อีกสักหน่อยหนึ่งว่าปริญญาสาขาอะไรที่มาลงทะเบียนมากที่สุด และจากสถาบันอะไรบ้าง ผู้เขียนว่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย เพราะอย่างน้อยรัฐบาลจะได้แก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้ ซึ่งผู้เขียนเสนอว่ารัฐควรประกาศให้พี่น้องประชาชนทราบข้อมูลที่ว่านั้น และถ้าใครเสี่ยงเข้ามาเรียนสาขาที่ว่ามานี้อีกโดยไม่นับคนที่ลงทะเบียนเรียนอยู่แล้วรวมเข้าด้วย รัฐจะไม่ให้สิทธิ์ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ หรือถ้ากลัวเขาว่าใจดำ จะให้บางอย่างก็ได้   

ผู้เขียนเห็นว่ามาตรการเปิดเผยข้อมูลเช่นนี้จะทำให้ชาวบ้านมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอในการส่งลูกหลานเรียนต่อ โดยให้ไปเรียนสาขาอื่นที่ทำมาหากินได้ จะดีกว่ามุ่งเรียนเอาปริญญาสาขาที่ว่าไปแปะฝาบ้านแต่ไม่รู้จะทำอะไรกิน  

ส่วนระยะยาว เราคงต้องร่วมไม้ร่วมมือกัน "สร้าง" คนของเราให้สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดและความชอบของแต่ละคน เพื่อให้เขามีความสามารถในการทำมาหากิน สามารถทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ไม่ใช่เรียนให้ผ่านไปวัน ๆ ตามหลักสูตรปลากระป๋องเพียงเพราะเรียนฟรีตามแนวคิดในการ "ผลิตคน" เพื่อป้อน "ตลาดแรงงาน"  หรือไม่ใช่แค่ผลิตคนทุก ๆ คนที่มีความถนัด ความชอบ หรือความฝันที่ต่างกันออกมาให้เหมือน ๆ กันเพื่อเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนสี่สิบห้าสิบปีที่ผ่านมาอีกต่อไป 

ในทัศนะของผู้เขียน แนวคิดในการผลิตคนเพื่อป้อน "ตลาดแรงงาน" นั้นมันใช้ได้กับบ้านเมืองที่ใช้แรงงานเข้มข้นหรือไม่ก็โลกยุคโบราณเมื่อหลายสิบปีก่อนที่โลกยังไม่ได้กลายมาเป็นโลกไร้พรมแดนครับ เพราะความต้องการมันชัดเจน  แต่ในอนาคตนั้นตลาดแรงงานบ้านเราดูจะเป็นภาพที่เลือนลางมากก็เพราะการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีดิจิทัลนี่แหละ

อย่างธนาคารไง เมื่อก่อนคนทำงานแบงค์กันตรึม แต่พอมีโมบายแบงค์กิ้งเข้ามา แบงค์ก็ต้องปรับตัว เอาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นเพราะถูกกว่าจ้างคน ปัญหาก็น้อยกว่า เป็นต้น 

ดังนั้น "การสร้างคน" ให้ (1) มีความกระหายหรือความกระตือรือล้นที่จะเรียนรู้ หรือที่เขาเรียกกันทั่วโลกว่ามีทักษะที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต (2) มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายใหม่  ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ (3) มีความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างหลากหลาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนของเราปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเหมาะสม

โลกเปลี่ยนไปไกลมากแล้วครับ.

วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทำไม กสม. จึงถูก Downgrade? โดยนางณัฏฐณิชา เลอฟิลิแบร์ต

นางณัฏฐณิชา เลอฟิลิแบร์ต
นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการ
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                   โดยที่ตอนนี้สังคมมีความสับสนอยู่มากว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ของประเทศไทยถูกลดสถานะจาก “เอ” [๑]  เป็น “บี” [๒] ด้วยเหตุผลกลใด และทำอย่างไรถึงจะกลับไปยังสถานะ “เอ” ได้

                   เพื่อความกระจ่าง ผู้เขียนจึงได้ศึกษารายงานและข้อเสนอแนะของการประชุมคณะอนุกรรมการประเมินความน่าเชื่อถือ (Sub-Committee on Accreditation: SCA) ของ International Coordinating Committee of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights ที่ประชุมกันระหว่างวันที่ ๒๓-๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ที่เจนีวา ซึ่งเป็นการเตือนล่วงหน้าว่า กสม. ไทยจะถูกลดสถานะจาก “เอ” เป็น “บี” ในปี ๒๕๕๘ ถ้ายังไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการปารีสอย่างครบถ้วนหรือยังไม่สามารถแสดงได้ว่าได้ปฏิบัติตามหลักการปารีสครบถ้วนแล้วภายในหนึ่งปี

                   ซึ่งในที่สุด กสม. ก็ไม่สามารถแสดงได้ว่าได้ปฏิบัติตามหลักการปารีสครบถ้วนแล้วภายในระยะเวลาดังกล่าว ทำให้ กสม. ถูกลดสถานะจาก “เอ” เป็น “บี” ในการประชุมของ International Coordinating Committee of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights ที่ประชุมกันระหว่างวันที่ ๑๖-๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ที่เจนีวา  หนึ่งปีผ่านไป การประชุมในปี ๒๕๕๙ ก็ไม่มีวาระการประชุมเพื่อปรับเปลี่ยนสถานะของ กสม. ไทย และในการประชุมที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๑๓-๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ที่จะถึงนี้ ก็ยังไม่มีการประชุมเพื่อปรับเปลี่ยนสถานะของ กสม. ไทยอีกเช่นกัน

                   ผ่านมาถึงเกือบสองปีแล้ว ทำไมเราจึงยังไม่สามารถแสดงได้ว่า กสม. ได้ปฏิบัติตามหลักการปารีสครบถ้วนแล้ว??? เราติดขัดอะไรหรือ???

                   ผู้เขียนจึงพยายามสรุปรายงานของ SCA ว่าเขามีข้อเรียกร้องอะไรให้เราทำ เผื่อจะได้ช่วยกันคิดอ่านว่าจะทำอย่างไรให้ กสม. กลับไปสู่สถานะ “เอ” ได้เหมือนเช่นเดิม โดยในการสรุปนี้ผู้เขียนได้ใช้คำว่า “คณะอนุกรรมการ” แทนชื่อเต็มของ SCA

                   เนื้อหาสาระของรายงานดังกล่าว สรุปได้ดังนี้

* * * * * * * * * *

                    ๓.๑๐ ประเทศไทย: คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)

                   คณะอนุกรรมการแนะนำให้ลดสถานะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ประเทศไทย) เป็นบี ซึ่งสอดคล้องกับข้อ ๑๘.๑ ของ ICC Statute แต่คำแนะนำนี้จะยังไม่มีผลจนกว่าจะพ้นหนึ่งปี  ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสแก่ กสม. เสนอเอกสารหลักฐานที่จำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการปารีส (Paris Principle) ดังนี้ คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า กสม. จะยังคงมีสถานะ เอ ต่อไปอีกเป็นเวลาหนึ่งปี

                   ความเห็นของคณะอนุกรรมการ

                   ๑. การสรรหาและแต่งตั้ง

                   คณะอนุกรรมการได้แสดงความกังวลเป็นอย่างมาก (serious concerns) มาก่อนหน้านี้แล้ว เกี่ยวกับกระบวนการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งคณะอนุกรรมการเห็นว่า
                   - ไม่มีข้อกำหนดให้ประชาสัมพันธ์ว่าตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนว่างลง
                   - คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๘ (๑) ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนน้อยมาก ไม่ชัดเจนว่าเป็นตัวแทน (representation) ที่แท้จริง ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการหารือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักหรือภาคประชาสังคม (key stakeholder groups or civil society)
                   - ไม่มีบทบัญญัติให้มีการปรึกษาหารือและ/หรือการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง (broad consultation and/or participation) ในการสมัคร การคัดกรอง และการสรรหา
                   - การตัดสินไม่มีหลักเกณฑ์รายละเอียดที่ชัดเจน

                   คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับทราบข้อกังวลเรื่องการไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา และชี้แจงว่าได้แนะนำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุดเลือกสมาชิกสองคนจากภาคประชาสังคมแล้ว

                   คณะอนุกรรมการเห็นว่า ด้วยคำแนะนำนั้นอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความห่วงกังวลของคณะอนุกรรมการ และไม่ได้ทำให้กระบวนการสรรหามีความโปร่งใสและทำให้เกิดการมีส่วนร่วมซึ่งส่งเสริมหลักการสรรหาตามระบบคุณธรรม (merit-based selection)

                   คณะอนุกรรมการเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงกระบวนการสรรหาให้มีความชัดเจนโดยสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ หรือแนวปฏิบัติ รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวมีผลอย่างจริงจังในทางปฏิบัติ  การเปลี่ยนแปลงควรต้องมุ่งไปที่ข้อกังวลของอนุกรรมการดังกล่าวข้างต้น

                   คณะอนุกรรมการอ้างถึงหลักการปารีส ข้อบี ๑ และ General Observation .๘ เรื่อง การคัดเลือกและการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศ”

                   ๒. ความคุ้มกันและความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่

                   คณะอนุกรรมการได้แสดงความกังวล (concerns) มาก่อนหน้านี้แล้วว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องได้รับความคุ้มกันจากการดำเนินคดีทั้งปวงหากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต

                   คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า มีบทบัญญัติในกฎหมายหลายบทที่อาจจะให้ความคุ้มกันจากการดำเนินคดี กฎหมายดังกล่าวรวมถึงกฎหมายมหาชน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๒๙ พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๒๐ และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕

                   คณะอนุกรรมการยังคงกังวลว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องอาศัยกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับความคุ้มกันและความเป็นอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่

                   คณะอนุกรรมการเคยแสดงความกังวลมาก่อนหน้านี้แล้วว่า บุคคลภายนอกอาจหาช่องทางเพื่อเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ โดยฟ้องหรือขู่ว่าจะฟ้องศาล  ด้วยเหตุผลดังกล่าวและบทบาทอันเป็นเอกลักษณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะอนุกรรมการเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรจะมีบทบัญญัติที่ชัดเจนและปราศจากความคลุมเครือเพื่อปกป้องกรรมการจากความรับผิดทางกฎหมายสำหรับการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต  ทั้งนี้ บทบัญญัติดังกล่าวต้องสร้างเสริม
                   -ความมั่นคงในการดำรงตำแหน่ง
                   -ความสามารถของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในการวิเคราะห์และการวิจารณ์ประเด็นสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากการแทรกแซง
                   -ความเป็นอิสระ และ
                   -ความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

                   คณะอนุกรรมการเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแนะนำให้มีการบัญญัติกฎหมายที่ให้ความคุ้มกันกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต

                   คณะอนุกรรมการอ้างถึงหลักการปารีส ข้อบี ๓ และ General Observation ๒.๓ เรื่อง การประกันเรื่องความคุ้มกันตามหน้าที่”

                   ๓. การตอบสนองต่อกรณีมีประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างทันท่วงที

                   คณะอนุกรรมการได้แสดงความกังวล (concerns) มาก่อนหน้านี้แล้วว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่ได้ตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอย่างทันท่วงที

                   ในปี ๒๐๑๐ (๒๕๕๓) เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงและการก่อความไม่สงบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะมีความร้ายแรง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกลับใช้เวลาถึงสามปีในการดำเนินการและเผยแพร่รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๐๑๐

                   ในปี ๒๐๑๓ (๒๕๕๖) เกิดการประท้วงที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ข้อมูลโดยย่อแก่คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการดำเนินการในการช่วงที่มีสถานการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น อันแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำงานด้วยความยากลำบาก และได้ปรับปรุงกระบวนการติดตามการปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งคณะอนุกรรมการมีข้อสังเกตว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังจัดทำและเผยแพร่รายงานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้น ๒๐๑๓ ไม่แล้วเสร็จ

                   คณะอนุกรรมการมีข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์ที่มีการรัฐประหารหรือมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้รับการคาดหวังว่าจะต้องดำเนินการด้วยความตั้งใจและเป็นอิสระอย่างสูงสุดเพื่อสนับสนุนและทำให้มั่นใจว่าการดำเนินการต่าง ๆ เคารพต่อสิทธิมนุษยชน หลักประชาธิปไตย และสร้างความเข้มแข็งต่อหลักนิติรัฐโดยปราศจากข้อยกเว้น การดำเนินการดังกล่าวอาจรวมถึงการติดตาม การบันทึกเอกสาร การออกแถลงการณ์ และการเผยแพร่รายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยละเอียดผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างทันท่วงที  นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรดำเนินกิจกรรมเพื่อติดตามอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนการพิจารณาและดำเนินการตามรายงานและคำแนะนำเพื่อให้มั่นใจถึงการคุ้มครองสิทธิที่ถูกละเมิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเผยแพร่รายงานต่อสาธารณชน  ทั้งนี้ เพื่อต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน

                   คณะอนุกรรมการอ้างถึงหลักการปารีส ข้อเอ ๓ และ C.C รวมถึง General Observation ๑.๖ เรื่อง คำแนะนำโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” และ ๒.๖ “สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระหว่างสถานการณ์รัฐประหารหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน”

                   ๔. ความเป็นอิสระและความเป็นกลาง

                   คณะอนุกรรมการเคยยกข้อกังวลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แสดงความฝักใฝ่ทางการเมืองอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนระหว่างปฏิบัติหน้าที่

                   คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระบุว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ “กระตุ้น” ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและเป็นไปตามคู่มือจริยธรรม (Code of Conduct) ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

                   คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า การแสดงออกถึงความฝักใฝ่ทางการเมืองขณะปฏิบัติหน้าที่ส่งผลกระทบทางลบอย่างชัดเจนต่อความเป็นอิสระที่แท้จริง ความเป็นกลางและการเข้าถึงสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ประเทศเกิดความไม่สงบทางการเมือง เพราะเป็นการยากที่เหยื่อจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจะเข้าถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานมีความเกี่ยวข้องทางการเมืองกับผู้กระทำความผิด  ดังนั้น คณะอนุกรรมการขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีความรับผิดชอบเพื่อวาง “ประกัน” มากกว่าเพียง “กระตุ้น” ให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเป็นกลาง

                   คณะอนุกรรมการมีข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์รัฐประหารหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นที่คาดหวังว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะดำเนินการด้วยความเป็นอิสระและสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของตน

                   คณะอนุกรรมการอ้างถึงหลักการปารีส ข้อเอ ๓ และ General Observation ๒.๖ เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” และ ๒.๖ “สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระหว่างสถานการณ์รัฐประหารหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน”

                   ๕. กระบวนการนิติบัญญัติ

                   คณะอนุกรรมการตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกี่ยวข้องอย่างมากในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน[๓]และมีเจตนาที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับปัจจุบัน

                   กระบวนการนิติบัญญัติที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องนี้เป็นโอกาสที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการปารีส คณะอนุกรรมการจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการให้มีการแก้ไขประเด็นที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ รวมถึงการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ให้อำนาจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

                   คณะอนุกรรมการอ้างถึงหลักการปารีส ข้อเอ ๒ และ General Observation ๑.๑ เรื่อง การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”

                   เรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากสํานักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights) และ Asia Pacific Forum of NHRIs ในการดำเนินการ

* * * * * * * * * *





[๑]สถานะ “เอ” หมายความว่า ได้ปฏิบัติตามหลักการปารีสอย่างครบถ้วน
[๒]สถานะ “บี” หมายความว่า ยังไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการปารีสอย่างครบถ้วนหรือยังไม่สามารถแสดงได้ว่าได้ปฏิบัติตามหลักการปารีสครบถ้วนแล้ว
[๓]หมายถึงรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เสนอข้อมูลเพื่อการปฏิรูประบบราชการครับ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์

                   ยุคปัจจุบันเป็นยุคปฏิรูป และหนึ่งในการปฏิรูปที่ผู้เขียนเห็นว่ามีความสำคัญมาก ได้แก่ “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะระบบราชการนั้นเป็นกลไกแห่งการเปลี่ยนแปลง (Chang agent) ตัวจริงเสียงจริง ถ้าไม่ปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปด้านอื่นคงเป็นไปได้ยากมาก ตรรกะพื้นฐานก็คือตัวเองยังทำไม่ได้เลย จะเรียกร้องให้คนอื่นเขาปฏิรูปก็คงไม่มีใครเชื่อ  ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอร่วมด้วยช่วยกันในการเสนอแนะข้อมูลและความคิดเห็น เผื่อว่าใครสนใจจะนำไปใช้ในการปฏิรูปบ้างเพื่อบ้านเมืองและเพื่อลูกหลานของเรา

                  เมื่อกล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ สิ่งแรกที่พูดกันก็คือการปฏิรูปโครงสร้างและวิธีการทำงานของระบบราชการ เพราะใครต่อใครพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าระบบราชการไทยนี่ทำงานแบบกรมใครกรมมัน ไม่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน อย่าว่าทำงานระหว่างกระทรวงเลย บางทีในกระทรวงยังไม่บูรณาการกันเลยก็มีทั้ง ๆ ที่การบริหารราชการแผ่นดินแบบกระทรวง ทบวง กรมนั้นเป็นการบริหารงานตามภารกิจ (Functional Base) การทำงานจึงต้องเหมือนวงมโหรี คือต้องประสานสอดคล้องกัน เพลงจึงจะไพเราะเสนาะโสต แต่ถ้าต่างคนต่างเล่น มันก็ไม่เป็นเพลง แถมหนวกหูอีกต่างหาก

                   เมื่อสัมผัสได้ว่าระบบเดิมที่มีอยู่มันมีปัญหา ทางที่ดีคือเราต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา แทนที่จะเอาแต่ชี้ปัญหา ใคร ๆ ก็เห็นครับว่ามันมีปัญหา ไม่ต้องรุมชี้หรอก ไม่ได้มรรคผลอันใดขึ้นมา ช่วยกันหาทางแก้ปัญหาจะดีกว่า สร้างสรรค์กว่าเยอะ

                   หลายปีก่อน ผู้เขียนเคยศึกษาประเทศที่เขาพัฒนาแล้วและได้รับการยอมรับนับถือว่าระบบราชการของเขาเจ๋งจริงอย่างออสเตรเลีย ลองดูสิว่าเขาจัดโครงสร้างการบริหารราชการกระทรวง ทบวง กรมอย่างไร แตกต่างจากเราไหม และพบข้อมูลดังนี้ครับ

                   โครงสร้างของระบบราชการในระดับเครือรัฐนั้นประกอบด้วยหน่วยงาน ๔ ประเภท คือ กระทรวง (Department) รัฐวิสาหกิจ (Government Business Enterprises: GBEs) องค์การบริหารอิสระ (Statutory Agency) และหน่วยงานที่ฝ่ายบริหารตั้งขึ้นเพื่อรับผิดชอบงานเฉพาะด้าน (Executive Agency) แต่ในบันทึกนี้จะกล่าวถึงเฉพาะหน่วยราชการประเภทกระทรวงในระดับเครือรัฐเท่านั้น

                   มีข้อสังเกตว่ากระทรวงของเครือรัฐออสเตรเลียนั้นไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลเนื่องจากกระทรวงเป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานในนามของแผ่นดิน (The Crown) ซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิและรับผิดชอบทางศาล สำหรับอำนาจในการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ และความรับผิดชอบของกระทรวงนั้น มาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งเครือรัฐบัญญัติว่า การก่อตั้ง ยุบเลิก เปลี่ยนแปลงอำนาจกระทรวงต่าง ๆ เป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการ (Governor-General) โดยคำแนะนำของ Federal Executive Council (FEC)[๑]  

                   ในทางปฏิบัติ คณะรัฐมนตรีจะเป็นองค์กรผู้พิจารณาว่าสมควรก่อตั้งกระทรวงใหม่ ยุบเลิกหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของกระทรวงที่มีอยู่ ซึ่งปกติจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และจะเสนอผู้สำเร็จราชการเพื่อมีคำสั่งซึ่งเรียกว่า Administrative Arrangement Order เพื่อปรับปรุง Schedule ๒ ของ Public Service Act ๑๙๒๒ ต่อไป  และภายหลังจากผู้สำเร็จราชการมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว มาตรา ๗A ของ Public Service Act ๑๙๒๒ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาและกำหนดวันที่คำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับ

                   เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำงานของหน่วยงานของรัฐจึงมีความยืดหยุ่นและสามารถบูรณาการการทำงานกันได้โดยไม่ต้องไปแก้ไขกฎหมายกันให้ยุ่งยากอีก

                   โดยที่การก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมีผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณและสถานะของบุคลากรของกระทรวงอื่นด้วย Financial Management and Accountability Act ๑๙๙๗ และ Public Service Act ๑๙๒๒ จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณและบุคลากรเมื่อมีการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งขึ้น

                   กรณีงบประมาณนั้น มาตรา ๓๒ แห่ง Financial Management and Accountability Act ๑๙๙๗ ให้อำนาจแก่ Finance Minister ที่จะออกประกาศกำหนดแนวปฏิบัติ (Directions) ในการถ่ายโอนงบประมาณระหว่างกระทรวงที่ได้รับผลกระทบจากการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง  ทั้งนี้ เพื่อให้กระทรวงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ทั้งหมด สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่เหลืออยู่หรือที่เพิ่มขึ้นมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างไรก็ดี แนวปฏิบัติในการถ่ายโอนงบประมาณดังกล่าวไม่มีผลเป็นการขยายกำหนดระยะเวลาที่ผูกพันงบประมาณนั้นอยู่

                   ส่วนกรณีการถ่ายโอนบุคลากรระหว่างกระทรวงที่ถูกยุบเลิกหรือถูกเปลี่ยนแปลงหน้าที่รับผิดชอบบางส่วน กับกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่หรือที่รับโอนหน้าที่รับผิดชอบนั้น มาตรา ๒๙ แห่ง Public Service Act ๑๙๒๒ ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีที่จะกำหนดหรือแนะนำให้ปลัดกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่หรือที่รับโอนหน้าที่รับผิดชอบ กำหนดจำนวนและระดับตำแหน่งในกระทรวงขึ้นเพื่อรองรับการถ่ายโอนบุคลากรไปจากกระทรวงที่ถูกยุบเลิกหรือถูกเปลี่ยนแปลงหน้าที่รับผิดชอบบางส่วน ในการนี้ ผู้ที่โอนไปต้องอยู่ในระดับ (Class) เดียวกับที่เคยครองอยู่ในกระทรวงเดิม

                   ส่วนการบริหารจัดการภายในกระทรวงนั้น มีความคาบเกี่ยวระหว่างกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ Public Service Act ๑๙๒๒ และ Financial Management and Accountability Act ๑๙๙๗ โดย Public Service Act ๑๙๒๒ จะว่าด้วยการบริหารบุคคล (ซึ่งได้แก่ประเภทของผู้ปฏิบัติงานในกระทรวง การกำหนดและการยุบเลิกอัตราตำแหน่ง การบรรจุแต่งตั้ง การโอนย้าย การพิจารณาความดีความชอบ วินัย การลา การทำสัญญาจ้าง) ส่วน Financial Management and Accountability Act ๑๙๙๗ ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากร (resources) ของกระทรวง (อันได้แก่การจัดทำงบประมาณ การพัสดุ และการบริหารจัดการทรัพย์สิน)

                   ในการบริหารงานบุคคล Public Service Act ๑๙๒๒ แยกผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงต่าง ๆ ออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ ข้าราชการ (Officer) และลูกจ้าง (Employee) และมาตรา ๑๐ แบ่งข้าราชการออกเป็น ๓ ประเภท ซึ่งได้แก่ (๑) ปลัดกระทรวง (the Secretaries) (๒) ผู้บริหารระดับสูง (Senior Executive Service Officers) (๓) ข้าราชการทั่วไป (Officers) โดยปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ปฏิบัติงานทุกประเภทในกระทรวงมีหน้าที่บริหารงานของกระทรวงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้น

                   เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเผย และตรวจสอบได้ เมื่อพ้นวันที่ ๓๐ มิถุนายน ของทุกปี ปลัดกระทรวงต้องจัดทำรายงานประจำปีแสดงงานที่กระทรวงได้ทำในรอบปีที่ผ่านมาเสนอต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลภายใน ๑๕ ตุลาคม และรัฐมนตรีผู้กำกับต้องเสนอสำเนารายงานดังกล่าวต่อทั้งสองสภาเพื่อพิจารณาภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม

                   การแต่งตั้งปลัดกระทรวงเป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงได้ต่อเมื่อเป็นการเสนอแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างหรือคาดว่าจะว่างลง และ Public Service Commissioner หรือปลัดกระทรวงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ได้หารือกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้นแล้วและมีหนังสือรายงานให้นายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๕ ปี แต่อายุต้องไม่เกิน ๖๕ ปี และพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ ๖๕ ปี หรือครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือมีการยุบเลิกตำแหน่งดังกล่าว หรือผู้สำเร็จราชการมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง

                   ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการอื่นเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (Australian Public Service Management Advisory Board: The Board) แต่การกำหนดตำแหน่ง การยุบเลิกตำแหน่ง และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของข้าราชการในแต่ละกระทรวงนั้นเกี่ยวพันกับการบริหารงบประมาณ ซึ่งมาตรา ๔๔ แห่ง Financial Management and Accountability Act ๑๙๙๗ ที่ให้อำนาจแก่หัวหน้าหน่วยงานที่จะบริหารจัดการทรัพยากร (resources) ที่หน่วยงานนั้นได้รับการจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุด Public Service Act ๑๙๒๒ จึงบัญญัติให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้มีอำนาจกำหนดและยุบเลิกตำแหน่ง รวมถึงการกำหนดอำนาจหน้าที่ข้าราชการในกระทรวง

                   อย่างไรก็ดี คณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐแห่งเครือรัฐออสเตรเลียเป็นองค์กรที่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการทำงานและอัตราเงินเดือนของข้าราชการ และข้าราชการต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติว่าด้วยวินัยตาม Division ๖ ของ Part III – The Australian Public Service แห่ง Public Service Act ๑๙๒๒ ด้วย

                   สำหรับการจ้างลูกจ้างนั้น มาตรา ๘๒AA แห่ง Public Service Act ๑๙๒๒ แบ่งลูกจ้างออกเป็น ๔ ประเภท คือ Continuing employees, Short-term employees, Fixed-term employees และ Overseas employees และมาตรา ๘๒AB ให้คณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐแห่งเครือรัฐออสเตรเลียจะออกประกาศกำหนดระดับ (Class) ของลูกจ้างภาครัฐในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการกำหนดจำนวนลูกจ้างในกระทรวงต่าง ๆ นั้นเกี่ยวพันกับการบริหารงบประมาณเช่นกัน ปลัดกระทรวงจึงสามารถกำหนดจำนวนการจ้างลูกจ้างของกระทรวงได้เองตามที่เห็นสมควรเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                   มีข้อสังเกตว่าโดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงกับลูกจ้างนั้นเป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้าง ซึ่งมาตรา ๘๒AC แห่ง Public Service Act ๑๙๒๒ ให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ทำสัญญาจ้างลูกจ้าง รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของลูกจ้างภายใต้เงื่อนไขเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่คณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐแห่งเครือรัฐออสเตรเลียกำหนด ส่วนอัตราค่าจ้างตามสัญญาจ้างนั้น เนื่องจากเครือรัฐออสเตรเลียใช้ระบบค่าจ้างระบบเดียวกันทั้งประเทศ อัตราค่าจ้างที่กำหนดจึงต้องสอดคล้องกับมติของ Remuneration Tribunal อันเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างโดยเฉพาะ

                   กรณีการบริหารจัดการทรัพย์สินของแต่ละกระทรวงนั้น เป็นไปตาม Financial Management and Accountability Act ๑๙๙๗ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้ระบบการทำงบประมาณแบบ Portfolio Budgeting มาใช้ โดยระบบการทำงบประมาณดังกล่าวให้อำนาจแก่รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงที่จะกำหนดงบประมาณของกระทรวงที่ตนกำกับดูแลให้เหมาะสมและเพียงพอแก่การปฏิบัติงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง โดยในการทำงบประมาณต้องจัดลำดับความสำคัญของงานที่จะดำเนินการ นโยบาย แผนการดำเนินงาน ประมาณการรายจ่าย ผลผลิตและผลลัพธ์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานด้วย เมื่อทำเสร็จแล้วต้องเสนอไปยัง Expenditure Review Committee เพื่อพิจารณาว่าสมควรกำหนดงบประมาณให้แต่ละกระทรวงเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่ง Expenditure Review Committee จะพิจารณาจากความสำคัญของงานและความเป็นไปได้ทางการเงิน เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วได้ผลประการใดก็จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการทางนิติบัญญัติต่อไป

                   ส่วนการบริหารจัดการทรัพย์สินของแต่ละหน่วยงานนั้น เป็นไปตาม Part ๖ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมาตรา ๔๑ ให้อิสระแก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่จะบริหารจัดการทรัพย์สินของหน่วยงานตามความเหมาะสม และกำหนดเพียงกรอบในการบริหารจัดการทรัพย์สินไว้ว่าต้องไม่ใช้ในทางที่ผิด หรือใช้หรือจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของทางราชการโดยไม่เหมาะสม หากเกิดความเสียหายขึ้นแก่ทรัพย์สินของทางราชการ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแล้ว และนั่นทำให้การบริหารจัดการทรัพย์สินของแต่ละหน่วยงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ใช้ระบบ One size fits all

                   ในการพัสดุ เครือรัฐออสเตรเลียไม่มีกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการพัสดุโดยเฉพาะเจาะจง โดยมาตรา ๔๔ แห่ง Financial Management and Accountability Act ๑๙๙๗ ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานที่จะบริหารจัดการทรัพยากร (resources) ของหน่วยงานอย่างเหมาะสม แต่ต้องกำหนดให้มีมาตรการที่เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือทุจริตขึ้นด้วย 

                   อย่างไรก็ดี เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่า Minister for Finance and Administration ได้อาศัยอำนาจตาม Regulation ๗ (๑) ของ Financial Management and Accountability Regulations ออกแนวปฏิบัติสำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง (Commonwealth Procurement Guidelines and Best Practice Guideline) ขึ้นเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างว่า การจัดซื้อจัดจ้างต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า (value for money) ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (efficiency and effectiveness) ความน่าเชื่อถือและโปร่งใส (accountability and transparency) เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรม(industry development) และต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม

                   นี่ข้อมูลเมื่อหลายปีมาแล้วนะครับ แต่คงจะเป็นประโยชน์บ้าง.




[๑] Federal Executive Council (FEC) คือคณะรัฐมนตรี (Cabinet) นั่นเอง โดย FEC เป็นชื่อที่ใช้เรียกคณะรัฐมนตรีทางแบบพิธี โดย FEC นี้ประกอบด้วยรัฐมนตรีที่ผู้สำเร็จราชการแต่งตั้งตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๖๔ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งเครือรัฐ มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำแก่ผู้สำเร็จราชการในการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การออกกฎหมายลำดับรอง การแต่งตั้งผู้บริหารองค์การบริหารอิสระ การแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ในฝ่ายบริหาร การแต่งตั้งผู้พิพากษาและกรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทในฝ่ายบริหาร การก่อตั้งหรือยุบเลิกกระทรวงต่าง ๆ